ข้อมูลความรู้

โรคปวดหลังเรื้อรัง

โรคปวดหลังเรื้อรัง มีสาเหตเกิดจาก
    โรคปวดหลังเรื้อรัง เป็นอาการปวดหลังที่เป็นๆหายๆนานกว่า 6 สัปดาห์ ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการนั่งหลังค่อมนานๆ การยกของหนัก โรคอ้วน และกระดูกสันหลังคดหรือเคลื่อน อันเนื่องมาจากภาวะโรคกระดูกพรุน ฯลฯ

    เนื่องจากโรคปวดหลังเกิดจากหลายสาเหตุข้างต้น เราควรให้ความสำคัญกับสาเหตุใกล้ตัวก่อน เช่น การฝึกนั่งตัวให้ตรง งดการยกของหนัก งดอ้วน เมื่อเราปฏิบัติตัวได้ดีแล้ว 1-2 สัปดาห์ อาการปวดหลังยังไม่บรรเทา เราจะต้องพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจเอ๊กเรย์กระดูกสันหลัง เพื่อตรวจหาภาวะกระดูกสันหลังคด หรือ เคลื่อน หรือมีภาวะโรคกระดูกพรุนร่วมด้วยหรือไม่ พร้อมกับเข้ารับการตรวจความหนาแน่นด้วยเครื่องวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก

การแก้ปัญหาโรคปวดหลังเรื้อรังนั้น จะต้องแก้ที่สาเหตุของโรคนั้นๆ คือ

การฝึกนั่งตัวตรงๆ
การหลีกเลี่ยงการยกของหนัก
การลดน้ำหนัก อย่าให้อ้วน
อย่าให้มีโรคกระดูกพรุน เมื่อมีภาวะโรคกระดูกพรุน ควรแก้โดยการทานแคลเซียมเสริมกระดูกทุกๆวัน

โสมตังกุย มิกซ์ ( SomTanGui Mix )

โสมตังกุย มิกซ์ ( SomTanGui Mix )
    เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโสมตังกุยผสมสมุนไพรรวม ช่วยในการบำรุงร่างกายคุณผู้หญิงให้สมบูรณ์แข็งแรงยืนยาว เหมาะสำหรับคุณผู้หญิงที่อายุ 50 ปีขึ้นไป หรือวัยหมดประจำเดือน หรือมีอาการวัยทอง
สรรพคุณโสมตังกุย มิกซ์

เป็นสมุนไพรอายุวัฒนะ ช่วยในการชะลอวัย
ช่วยชะลอในการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
ลดอาการวัยทอง
ลดการเกิดโรคกระดูกพรุน
ช่วยให้หลับสบาย สมองปลอดโปร่ง
ช่วยเจริญอาหาร บำรุงร่างกาย
ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
ลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

    โดยในโสมตังกุย มิกซ์ มีสารไฟโตเอสโตรเจน ( Phytoestrogen ) ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์ได้คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน ( estrogen ) ในร่างกายของผู้หญิง โดยปกติร่างกายของผู้หญิงจะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนขึ้นมาจากรังไข่ เมื่อผู้หญิงมีอายุมากกว่า 50 ปี หรือหมดประจำเดือนไปแล้ว รังไข่จะสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนน้อยลงมาก ทำให้ร่างกายของผู้หญิงมีความเสื่อมโทรมเร็ว ผิวหนังมีริ้วรอย มีอาการวัยทอง นอนไม่หลับ และเกิดโรคกระดูกพรุนเร็วขึ้น ฯลฯ

    สารไฟโตเอสโตรเจนในโสมตังกุย มิกซ์ นี้นอกจากจะทำให้ความเป็นผู้หญิงอยู่คงที่สมบูรณ์ดีแล้ว ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้ รวมถึงการลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อีกทั้งยังลดการเกิดโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย

    ส่วนสมุนไพรรวมในโสมตังกุย มิกซ์ จะช่วยบำรุงร่างกาย ทำให้เจริญอาหาร …

โรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ

 

    โรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ เป็นโรคที่มักพบได้บ่อยมาก เนื่องจาก เป็นอวัยวะที่จะต้องรองรับน้ำหนักตัวอยู่ตลอดเวลา  อีกทั้งยังสำคัญในการช่วยให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    โรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากความเสื่อมของกระดูกอ่อนที่บุตรงปลายข้อของกระดูก ผิวของกระดูกอ่อนจะเปลี่ยนจากผิวเรียบ เป็นผิวขรุขระมีผลให้การเคลื่อนไหวของข้อเสียไป ทำให้มีการเสียดสี ติดขัด ข้อบวม เดินลำบาก และปวดในข้อเข่า
ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคข้อเข่าเสื่อม

อายุ  มักพบในคนอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มีโอกาสเกิดข้อเข่าเสื่อมมากขึ้นเนื่องจาก ข้อต่างๆผ่านการใช้งานมานาน ส่งผลให้กระดูกอ่อนเสื่อมสภาพมีความแข็งแรงน้อยลง
เพศหญิง มีโอกาสเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมได้มากกว่าเพศชายถึง 2 เท่า เนื่องจากกระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรงน้อยกว่าผู้ชาย
ความอ้วน คนที่มีน้ำหนักตัวมาก ทำให้ข้อเข่าต้องรองรับน้ำหนักตัวมากๆไว้ตลอดเป็นเวลานานๆ ข้อเข่าก็เสื่อมสภาพเร็วมากขึ้น
การใช้งานข้อเข่าบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งคุกเข่า นั่งยองๆ  หรือการนั่งพับเพียบ
รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอในแต่ละวัน  ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุนและกระดูกจะเสื่อมเร็วขึ้น การรับทานอาหารเสริมแคลเซียมเพื่อแก้ปวดเข่าจึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับชะลอโรคกระดูกเสื่อม กระดูกพรุน สาเหตุหลักของอาการปวดข้อเข่า

อาการของโรคข้อเข่าเสื่อม

อาการปวดเข่า เข่าบวม เป็นอาการเริ่มต้นที่สำคัญ โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดเมื่อยตึงเข่าด้านหน้า,ด้านหลัง และปวดตึงบริเวณน่องร่วมด้วย ในกรณีที่มีอาการมากขึ้นก็จะเดินไม่ตรง เดินขึ้น ลงบันไดลำบาก
ข้อเข่าโก่งงอ  ลักษณะของข้อเข่าจะโก่งได้ทั้งด้านนอกและด้านในเข่า เดินลำบากจะล้ม
ข้อเข่ายึดติด ผู้ป่วยจะไม่สามารถเหยียดขา และงอเข่าเข้า ได้เช่นเดิม เนื่องจากมีการยึดติดกันของกระดูกอ่อนอยู่ภายในข้อต่างๆ
มีเสียงภายในข้อ เมื่อผู้ป่วยเดินหรือขยับขา ก็จะมีเสียงเกิดขึ้นภายในข้อ

การป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม

ในคนอ้วน หรือน้ำหนักเกิน ให้ลดน้ำหนักตัวลงก่อนที่เข่าจะเสื่อม โดยปฎิบัติดังนี้
1.การรับประทานอาหาร …

ส่วนประกอบของ แคลที(แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต/แอลเทรเนต)

แคลเซียม  แอล-ทรีโอเนต(แอลเทรเนต) +  มัลติวิตามิน + มัลติมิเนรัล

แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต(แอลเทรเนต) ใน 1 แคปซูล มีส่วนประกอบสำคัญ  ดังนี้

Calcium  L-Threonate                               500   มิลลิกรัม
Vitamin  B1  (Thiamine Mononitrate )     1.5   มิลลิกรัม
Vitamin  B2  ( Riboflavin )               …

สรรพคุณแคลที (แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต/แอลเทรเนต)

แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต/แอลเทรเนต (Calcium L-Threonate) มีสรรรพคุณดังนี้

ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน
    แคลเซียมช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก แอล-ทรีโอเนต(แอลเทรเนต) จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในกระดูก และแคลเซียม แอล ทรีโอเนต(แอลเทรเนต) ยับยั้งการสลายตัวของกระดูก
ช่วยป้องกันโรคข้อเสื่อม
   แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต(แอลเทรเนต) จะกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในกระดูก และกระดูกอ่อน รวมทั้งสร้างน้ำไขข้อ พร้อมกับทำให้กระดูกและข้อแข็งแรง
ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่าแคลเซียมอื่นๆ ถึง 9 เท่า
   แคลเซียม แอล ทรีโอเนต(แอลเทรเนต) ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่า แคลเซียม คาร์บอเนตถึง 9 เท่า
ดูดซึมได้ด้วยตัวเองเป็น Passive Transport
   แคลเซียม แอล ทรีโอเนต ดูดซึมได้ด้วยตัวเองถึง 95 % เป็น passive transport ซึมผ่านระหว่างเซลล์ โดยไม่ต้องอาศัยวิตามินดี ซึ่งแคลเซียมชนิดอื่นๆ ต้องใช้วิตามินดี เพื่อช่วยในการดูดซึม และดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เพียง 15% เท่านั้น
ไม่ทำให้ท้องผูก
   แคลเซียม แอล-ทรีโอเนต(แอลเทรเนต) แตกตัวและละลายได้ดีในน้ำ จึงไม่หลงเหลือให้ตกตะกอน หรือสะสมเกาะตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย …

ทำไมต้องเสริมแคลเซียม และควรเสริมปริมาณเท่าไหร่

ทำไมต้องเสริมแคลเซียม และควรเสริมปริมาณเท่าไหร่
คนเราควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงให้ได้ปริมาณที่ร่างกายต้องการต่อวัน คือ ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง ช่วยบำรุงให้กับกระดูกและฟัน เนื่องจากกระดูกของคนเราจะหนาแน่นได้เต็มที่เมื่ออายุประมาณ 30 ปี หลังจากนั้นกระดูกก็จะเริ่มหนาแน่นน้อยลงไปอย่างช้าๆ

เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ จะมีการสลายของมวลกระดูก ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุนทุกคน ดังนั้นการป้องกันภาวะกระดูกพรุนที่มีประสิทธิภาพ ควรเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย หรืออายุก่อน 40 ปี โดยการรับประทานอาหารบำรุงกระดูก และแคลเซียมให้เพียงพอ คือประมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัม แต่ผู้หญิงในช่วงวัยหมดประจำเดือน (อายุ 50 ปีขึ้นไป)

ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเพื่อเสริมกระดูกวันละ 1,500 มิลลิกรัม เช่น นมไม่มีไขมัน ปลาเล็กปลาน้อยพร้อมกระดูก กุ้งแห้ง กุ้งฝอย ถั่วแดง งาดำ อาหารทะเล ผักใบเขียวทุกชนิด เป็นต้น หรือรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมชนิดเม็ดเพื่อเสริมกระดูก

ชนิดอาหาร
ปริมาณที่บริโภค
ปริมาณแคลเซียมที่ได้(มิลลิกรัม)

นมโยเกิร์ต
150 ซีซี (1 ถ้วย)
150 มิลลิกรัม

กุ้งแห้งตัวเล็ก
1 ช้อนโต๊ะ
145 มิลลิกรัม

ปลาสลิด
1 ตัว
106 มิลลิกรัม

กะปิ
2 ช้อนชา
156 มิลลิกรัม

ไข่ไก่
1 ฟอง
63 มิลลิกรัม

ไข่เป็ด
1 ฟอง
78 …

การวัดความหนาแน่นของกระดูก

รู้ทันโรคกระดูกพรุนด้วยการวัดความหนาแน่นของกระดูก(การวัดมวลกระดูก)

เป็นการวัดเพื่อให้ทราบถึงความหนาแน่นของเนื้อกระดูก ( ค่ามวลกระดูก) ของร่างกายว่าปกติหรือมีภาวะกระดูกพรุน ( กระดูกบาง ) หรือไม่ ซึ่งผู้รับการตรวจจะทราบผลได้ทันที การวัดความหนาแน่นของเนื้อกระดูกเป็นวิธีการตรวจที่มาตรฐานที่สุดบริเวณที่ตรวจคือบริเวณที่มีความเสี่ยงที่จะหักได้บ่อย เช่น กระดูกข้อมือ กระดูกข้อเท้า กระดูกข้อสะโพก และกระดูกสันหลัง โดยในการตรวจความหนาแน่นของกระดูกไม่ต้องเตรียมตัวใดๆ ใช้เวลาประมาณ 5 นาที ผู้ตรวจจะไม่รู้สึกเจ็บปวดและไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

ทำไมต้องวัดมวลกระดูก
เนื่องจากภาวะโรคกระดูกพรุนระยะแรก  จะไม่มีอาการใดๆ  การทราบค่าความหนาแน่นของกระดูกด้วยการวัดมวลกระดูกจะสามารถป้องกัน และรักษาโรคกระดูกพรุนได้เร็วขึ้น ก่อนที่อาการของโรคจะแสดง นั่นหมายถึงเกิดกระดูกสันหลังยุบ ทรุด หัก หรือ     กระดูกข้อมือ   กระดูกข้อเท้า   ข้อสะโพกหัก เมื่อได้รับอุบัติเหตุ ซึ่งจะสายเกินไป โดยควรได้รับการตรวจทุกคนเมื่ออายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป  เพื่อจะได้ทราบว่ามีความหนาแน่นของเนื้อกระดูกอยู่ในปริมาณเท่าไหร่   เทียบกับคนในเพศเดียวกัน และอายุเท่ากัน โดยค่าปกติจะไม่ต่ำกว่า  –1.0 T – Score.

 

ผลการตรวจมีรายละเอียดดังนี้

1.ผลการตรวจเป็นสีเขียว คือ

มวลกระดูกอยู่ในเกณฑ์ปกติ  มีค่า T – …

โรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน

 

คือภาวะที่เนื้อกระดูกของร่างกายลดลงกว่าปกติ เป็นผลให้โครงสร้างของกระดูกไม่แข็งแรง   ทำให้ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ตามปกติและกระดูกหักได้ง่าย โดยปกติคนเราเมื่อมีอายุเกิน 40 ปี ร่างกายจะสูญเสียปริมาณเนื้อกระดูกมากขึ้นเรื่อย ๆ   และจะเกิดโรคกระดูกพรุนเมื่ออายุเข้าใกล้  50 ปี

 

 
อาการของโรคกระดูกพรุน ทำให้กระดูกหักง่าย

“กระดูกข้อสะโพกจะหักง่ายเวลาล้ม”
จะไม่มีอาการใด ๆ เมื่อเริ่มมีภาวะกระดูกพรุน  แต่เมื่อกระดูกเริ่มพรุนมากขึ้น จะมีปวดตามกระดูกส่วนที่รับน้ำหนัก   เช่น กระดูกสันหลัง  สะโพก  ข้อเข่า ข้อมือ  ข้อนิ้วมือ  ฯลฯ     ถ้ากระดูกสันหลังเสื่อมมากขึ้นจะทำให้ หลังโก่งค่อม  และ   “กระดูกจะหักง่ายเมื่อล้มหรือประสบอุบัติเหตุ ”