การวัดความหนาแน่นของกระดูก

รู้ทันโรคกระดูกพรุนด้วยการวัดความหนาแน่นของกระดูก(การวัดมวลกระดูก)

การวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก

    เป็นการวัดเพื่อให้ทราบถึงความหนาแน่นของเนื้อกระดูก ( ค่ามวลกระดูก) ของร่างกายว่าปกติหรือมีภาวะกระดูกพรุน ( กระดูกบาง ) หรือไม่ ซึ่งผู้รับการตรวจจะทราบผลได้ทันที การวัดความหนาแน่นของเนื้อกระดูกเป็นวิธีการตรวจที่มาตรฐานที่สุดบริเวณที่ตรวจคือบริเวณที่มีความเสี่ยงที่จะหักได้บ่อย เช่น กระดูกข้อมือ กระดูกข้อเท้า กระดูกข้อสะโพก และกระดูกสันหลัง โดยในการตรวจความหนาแน่นของกระดูกไม่ต้องเตรียมตัวใดๆ ใช้เวลาประมาณ 5 นาที ผู้ตรวจจะไม่รู้สึกเจ็บปวดและไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

02


ทำไมต้องวัดมวลกระดูก

    เนื่องจากภาวะโรคกระดูกพรุนระยะแรก  จะไม่มีอาการใดๆ  การทราบค่าความหนาแน่นของกระดูกด้วยการวัดมวลกระดูกจะสามารถป้องกัน และรักษาโรคกระดูกพรุนได้เร็วขึ้น ก่อนที่อาการของโรคจะแสดง นั่นหมายถึงเกิดกระดูกสันหลังยุบ ทรุด หัก หรือ     กระดูกข้อมือ   กระดูกข้อเท้า   ข้อสะโพกหัก เมื่อได้รับอุบัติเหตุ ซึ่งจะสายเกินไป โดยควรได้รับการตรวจทุกคนเมื่ออายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป  เพื่อจะได้ทราบว่ามีความหนาแน่นของเนื้อกระดูกอยู่ในปริมาณเท่าไหร่   เทียบกับคนในเพศเดียวกัน และอายุเท่ากัน โดยค่าปกติจะไม่ต่ำกว่า  –1.0 T – Score.

 


ผลการตรวจมีรายละเอียดดังนี้

ผลการตรวจค่ามวลกระดูกเป็นสีเขียว

1.ผลการตรวจเป็นสีเขียว คือ

  • มวลกระดูกอยู่ในเกณฑ์ปกติ  มีค่า T – Score มากกว่า –1.0

 


ผลการตรวจค่ามวลกระดูกเป็นสีเหลือง

2. ผลการตรวจเป็นสีเหลือง คือ

  • พบโรคกระดูกพรุนเล็กน้อย มีค่า T– Score  –1.0 ถึง –2.5
  • เริ่มมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกหัก
  • ควรได้รับการส่งเสริมการสร้างมวลกระดูก

ผลการตรวจค่ามวลกระดูกเป็นสีชมพู

3. ผลการตรวจเป็นสีชมพู คือ 

  • พบโรคกระดูกพรุนปานกลาง มีค่า T – Score  –2.5 ถึง –3.5
  • มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกหักปานกลาง
  • ควรได้รับการส่งเสริมการสร้างมวลกระดูก

ผลการตรวจค่ามวลกระดูกเป็นสีส้ม

4.  ผลการตรวจเป็นสีส้ม คือ

  • พบโรคกระดูกพรุนอย่างรุนแรง มีค่า T – Score มากกว่า –3.5
  • มีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกหักสูงสุด
  • ควรได้รับการส่งเสริมการสร้างมวลกระดูกทันที

ด้วยความปรารถนาดีจาก ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพกระดูกและฟัน โรงพยาบาลเมืองเพชร

เราดูแลท่านดุจญาติของเร